ประวัติ ดร.บรรจง

Published on ธันวาคม 26th, 2013 | by tvmuslim

ชีวิตต้องสู้ ดร.บรรจง โซ๊ะมณี

ดร.บรรจง โซ๊ะมณี ประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรม

  • บรรจง โซ๊ะมณี เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 10 คน บิดาตาบอดตั้งแต่เด็ก มารดาพายเรือขายก๋วยเตี๋ยวเลี้ยงทุกคนในครอบครัว
  • อยู่บ้านหลังคามุงจาก ฝาจากพื้นบ้านเป็นไม้อัดแผ่นเล็กๆ 10 แผ่น เป็นพื้น กินข้าว และนอน เบียดกันทั้งบ้าน
  • ฐานะทางบ้านอยู่แบบลำบาก และอัตคัดพ่อตาย เขาจึงได้เรียนถึงแค่ ม.ศ. 3 ไปทำงานเป็นกุลีท่าเรือ รับจ้างเป็นคนสวน
  • อยากมีความรู้ไปเรียนพิมพ์ดีด เรียนไม่นานสอบเข้าไปเป็นพนักงานประจำที่กรมการค้าภายในจนขยับตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีดที่ รพช.
  • ด้วยความขยันไปสมัครงานเป็นคนประกาศข่าว ที่สถานีวิทยุกรมการอาสารักษาดินแดนใช้เวลา 24 ชั่วโมงให้คุ้มค่า ทำงานควบคู่กันจนก้าวขึ้นเป็นข้าราชการชั้นเอก
  • ช่วงหนึ่งหันเหไปช่วยการเมืองจนถูกฟ้องตัดสินใจลาออก สมุครอ ส.ก. ได้คะแนน สูงสุดในกรุงเทพฯ ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองการศึกษาต่ำตัดสินใจเริ่มเรียนอีกทีตอนอายุ 40 ปี
  • เรียนรวดเดียวจนจบปริญญาโท ตั้งหน้าตั้งตาสร้างมูลนิธิเพื่อคุณธรรม รายการวิทยุเพื่อชาวมุสลิม 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสร้างบ้านคุณธรรมช่วยคนชราที่ถูกทอดทิ้ง

“ผมเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนและลำบากมาก พ่อผมตาพิการทั้งสองข้าง แต่ถึงแม้คุณพ่อจะตาพิการก็จะพยายามที่จะทำงานช่วยแบ่งเบาภาระให้กับคุณแม่ พ่อจะรับจ้างดายหญ้า วิดน้ำ และล้างจานช่วยแม่ ชีวิตของแม่ผมตั้งแต่เด็กก็ค่อนข้างลำบาก พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ตัวเองยังเด็กมาก เป็นเด็กที่มีชีวิตระเหเร่ร่อนไปอยู่ที่บ้านญาติคนนั้นที คนนี้ที่ เลยทำให้แม่เป็นคนที่ค่อนข้างขยัน เป็นคนที่ต้องทำงานตลอดเวลา”

ปู่ของผมก็เห็นความเป็นไปเป็นมาของคุณแม่อายุ 16 ปี ปู่ก็คิดที่จะหาคู่ครองให้พ่อผมที่ตาบอด ท่านก็มองแม่เป็นคนแรก ท่านมองว่าแม่ทำงานเก่ง ทำกับข้าวเก่ง น่าจะเหมาะที่จะมาดูแล และมาเป็นภรรยาของลูกชายที่ตาบอดได้ ปู่มาทาบทามแม่ แม่ก็ตอบตกลงเลย แม่เคยเล่าให้ฟังว่าสาเหตุที่แม่ตัดสินใจเลือกพ่อซึ่งตาบอดนั้นไม่ใช่เพราะพ่อเป็นคนมีฐานะ แต่เป็นเพราะ หนึ่ง คนตาบอดไม่เจ้าชู สอง ตาบอดไม่โกหก หลอกลวง สาม คนตาบอดไม่ลักขโมย

แล้วพอแม่แต่งงานอยู่กินกับพ่อ ปกติถ้าเป็นลูกคนอื่น ปู่จะให้แยกรอบครัวไปอยู่ที่อื่น แต่กับพ่อและแม่ ปู่ให้อยู่รวมกับปู่ เพราะท่านเห็นว่าพ่อผมตาบอด แม่ผมก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร สุดท้ายพ่อกับแม่ก็ต้องอยู่บ้านเดียวกับปู่ แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้แค่ 2 ปี พ่อก็เริ่มอึดอัด แยกตัวออกมาอยู่เอง ด้วยการปลูกบ้านเป็นหลังคาจาก ฝาจาก เดิมมีไม้อัด 10 แผ่น เป็นพื้น ก็อยู่กันแค่นั้น ส่วนพื้นดินโล่งก็ใช้พรมน้ำให้ดีจัดเป็นที่รับรองแขก เวลาจะกินข้าวกันที่ก็จะกินบนไม้สิบแผ่น เวลากินข้าวเสร็จก็เอาข้าวของเก็บ เอาผ้ามาเช็ดไม้ให้สะอาดแล้วเอาเสื่อปูนอน

ผมมีพี่น้อง 10 คน ผมเป็นคนสุดท้าย แม่ผมจะมีหน้าที่พายเรือขายก๋วยเตี๋ยว ขายขนมถ้วยฟู ข้าวเม่าทอด ขนมไข่หงส์ จะกลับมาจากขายของประมาณ 3-4 โมงเย็น กลับมาแม่จะนอนหลับเลย เพราะเหนื่อยมาก ช่วงเวลาที่แม่นอนหลับ พ่อก็จะทำหน้าที่ล้างจาน หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ เพราะเมื่อก่อนไม่มีหม้อหุงข้าว พ่อตาบอดไม่เห็นหรอกว่าเห็นหรอกว่าข้าวจะสุกเวลาไหน แต่พ่อใช้วิธีเอาทัพพีใหม่ลงไปเคาะๆคนๆดูข้าว พอรู้ว่าได้ที่ก็จะรินน้ำข้าวทิ้ง ช่วงที่รินน้ำข้าวก็จะเอาชามมารองน้ำข้าวบางทีก็ใส่เกลือ บางทีก็ใส่น้ำตาลปี๊ปลงไปในน้ำข้าวให้ลูกๆทุกคนกิน พอหัวค่ำหลังจากเสร็จภารกิจงานต่างๆ พ่อก็จะมานั่งบีบนวดให้แม่ เพราะรู้ว่าแม่ไปทำงานเหนื่อยๆมาทั้งวัน จนแม่หลับเพราะแม่ต้องตื่นมาตอนตีสอง เพื่อมาเตรียมของและออกไปขายของ อาชีพเสริมของพ่อที่ช่วยเหลือสังคมที่คนในหมู่บ้านรู้ดี คือ พ่อเป็นหมอตำแยทำคลอดให้กับลูกๆ หลานๆ และอีกอาชีพหนึ่ง คือ จะเป็นพยาบาลรับจ้างเฝ้าคนป่วย ส่วนแม่เวลาที่ขายก๋วยเตี๋ยวถ้าเจอเด็กที่ไม่มีเงิน ยากจน ก็จะเรียกให้เอาถ้วยชามมาใส่ก๋วยเตี๋ยวไปแบ่งกันกิน

จากจุดตรงที่พ่อกับแม่สร้างก็เลยทำให้ผมซึมซับเรื่อยมา จนกระทั่งไม่นานพ่อผมเสียชีวิตลงเพราะทำงานหนัก ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10-11 ขวบ แม่ต้องพายเรือไปเก็บใบบัวมาขาย 10 ใบบาท แม่เก็บใบบัวมาขายได้วันละ 20 บาท ตัวผมนอนอยู่ที่หอโรงเรียนประจำ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ป.6 แม่พายเรือเอาเงินไปแบ่งที่โรงเรียน 10 บาท แม่เหลือเงินติดตัวไว้ 10 บาท ตรงนี้มันตราตรึงใจผมมาจนทุกวันนี้ถึงความเสียสละและความลำบากของแม่ ซึ่งเวลานั้นมีคนมาขอแต่งงานกับแม่หลายคน แม่ก็ไม่ยอมแต่งงานใหม่แต่ยอม ที่จะทำงานหนักอยู่อย่างนี้เพื่อลูก ผมเห็นภาพอย่างนี้จนจบ ป.6 จึงได้เข้ามาเรียนต่อในชั้นระดับมัธยมที่กรุงเทพฯ เวลานั้นผมอยู่แบบลำบากมาก เห็นเพื่อนใส่กางเกงขายาวสวย วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ก็จะไปรับจ้างแบกปูน อยูอย่างนี้จนจบชั้น ม.ศ. 3 พอเรียนจบก็ไม่ได้เรียนต่อ ไปเป็นลูกจ้างกุลีอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย 2 เดือน จากนั้นก็ไปเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของฝรั่งรับจ้างเฝ้าสวน ล้างรถ เปิดประตูบ้าน เอารถเข้าบ้าน ดูแลบ้าน ถางหญ้า อยู่ที่นั่น 2 ปี ในขณะที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็รู้สึกอยากเรียนหนังสือ ตอนปีที่ 2 ก็ขออนุญาตเจ้าของบ้านไปเรียนพิมพ์ดีด เรียนจนช่วยเข้าสอนได้ เขาเลยไม่คิดเงินค่าเรียน

จนปี 2511 ทางกรมการค้าภายใน เขาต้องการลูกจ้างประจำก็บังเอิญว่าครูที่สอนพิมพ์ดีดเขาทำงานอยู่ที่กรมการค้าภายใน เขาก็เลยพาผมไปสมัคร ผมสอบได้เป็นลูกจ้างประจำ อยู่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ผมขยันทำงานมากอยู่ปีครึ่งได้ 2 ขั้น พอดีกับที่ทาง ก.พ. รับสมัครพนักงานพิมพ์ดีด ผมตั้งใจที่จะสมัครงานให้ได้ เรียกว่ามาทำงานเลย แล้วรีบมาซ้อมนั่งพิมพ์ดีดทุกวัน คนสมัครเป็นพนักงานพิมพ์ดีด 800 กว่าคน ผมสอบข้อเขียนได้ที่ 13 สอบปฏิบัติรวมแล้วได้อยู่ประมาณที่เจ็ดที่แปด ในที่สุดผมก็ได้รับเลือกให้ไปทำงานที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ผมทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีด 2 ปี อยู่ที่ รพช. 4 ปี นายเก่าที่กรมการค้าภายในเรียกตัวให้ไปช่วยงาน ผมก็โอนย้ายไปอยู่ที่กรมการค้าภายในสักพัก ปี 2517 ผมบรรจุได้ที่กรมการอาสารักษาดินแดน ผมไปสมัครเป็นผู้ประกาศ ร.ด. เขารับและให้รายได้ผมวันละ 15 บาท เข้า เวรอ่านรายการตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน เปิดอีกที่ตีสี่ถึงแปดโมงเช้าผมทำงานอยู่ตรงนี้ 9 ปี ควบคู่กับการทำงานที่กรมการค้าภายในเวลานั้นผมได้เงินเดือนเท่ากับคนที่จบปริญญาโทเวลานั้น

ช่วงที่เป็นผู้ประกาศอยู่ทุกเช้าจะมีพระมาเทศน์ให้คนเป็นคนดี ผมก็มานั่งคิดว่าผมจะทำอะไรให้คนเป็นคนดีได้บ้าง ตัวผมเป็นอิสลามผมก็ต้องชวนแบบอิสลาม เริ่มแรกผมก็ไปช่วยองค์กรอิสลามทำรายการวิทยุ หลังจากนั้นก็มาเช่าสถานีเองทำเอง ควบคู่กับการรับราชการ ระหว่างนั้นผมก็ขึ้นมาว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้อิสระในเรื่องของการนับถือศาสนาผมก็เริ่มคิดที่จะหาทางตอบแทนบุญคุณแผ่นดินกิดผมจึงใช้หลักธรรม การเชื่อถือศรัทธาของมุสลิมไปใช้สอน และวิธีที่ทำได้เร็ว และวิธีที่ทำได้เร็ว และครอบคลุมไปได้ทั่วถึงก็คือการใช้สื่อ จากนั้นเริ่มนำรายการเข้าสู่วงการโทรทัศน์กระแสตอบรับดีมากและผมก็ใช้สื่อวิทยุตั้งแต่ปี 2517 เรื่อยมา

ตอนนั้นผมทำงานมาก เวลาที่เรียนก็ไม่มีสมัตรเรียนที่รามฯ ก็เรียนไม่จบช่วงประมาณปี 2528 ผมไปช่วยคุณจำลองหาเสียงตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพฯปรากฏว่า ผมถูกคุณสมัครฟ้องว่าเป็นข้าราชการไป ช่วยการเมืองหาเสียง ผมจึงตัดสินใจลาออก อ่านข่าว วิเคราะห์ข่าวเรื่อยมา และมาช่วยคุณจำลอง

ผมก็ลงสมัครเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในปี 2534 ได้คะแนนเป็นที่ 1 ของกรุงเทพมหานครไปทำงานในสภาก็ถูกคนในสภากรุงเทพมหานครด้วยกันพูดว่า ผมเป็นคนพูดเก่งแต่ไม่มีภูมิปัญญา เพราะไม่มีใบปริญญาบัตรเหมือนคนอื่นๆ เวลานั้นผมก็โกรธมากเพราะผมจบแค่ ม.ศ. 3 ช่วงนั้นก็มีคนแนะนำให้ผมไปเรียน กศน. ขณะที่เวลานั้นผมอายุ 40 ปี ใช้เวลาเรียน 1 ปี อายุ 41 ปีจบ ม.6 ก็ไปเรียนต่อที่สถาบันราชภัฏจันทรเกษม ภาคค่ำใช้เวลาเรียน 5 ปี จบปริญญาตรี ก็ไปสมัครเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม โครงการหลักสูตรสำหรับนักบริหาร เรียน 3 ปี จบ จากนั้นผมก็เป็นมุสลิมคนเดยวที่มีโอกาสได้เรียนที่สถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมกับเอกชน รุ่น 4111 เรียนเป็นเวลา 1 ปี รุ่นเดียวกับ พล.ต.ท. จงรัก จุฑานนทร์เวลานั้นผมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอะไร แต่ทุกคนรู้จักกันว่าเป็น ประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรม ก็เริ่มจะมีคนสงสัยว่า มูลนิธิเพื่อคุณธรรม คืออะไร พลโท ณรงค์ แสงชนะศึก ราชองค์รักษษ ได้มาดูกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิ และคนนี้เองที่เป็นคนเชื่อมโยงทุกอย่างให้ คนในรุ่นได้รู้จักมูลเพื่อคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งในเวลานั้นผมก็ยังทำงานอยู่ใน กทม. จนต่อมามีปัญหากับคุณจำลองในเรื่องของนโยบาย เลยตัดสินใจลาออก

เพราะเดิมจากที่ผมเป็นคนที่มีแต่คอยดูถูกเรียนจบ ม.ศ. 3 ไต่เต้าขึ้นมาจนจบปริญญาโท จนจบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นสมาชิกสภากรุงเทพฯ จากเคยมีวิทยุสัปดาห์ละครึ่งชั่วโมง ปัจจุบันนี้มีวิทยุ 24 ชั่วโมง 2 คลื่นความถี่ กองพล 1 เอเอ็ม 999 กับ วปถ. ยะลา เอเอ็ม 1080 ยิงสัญญาณผ่านดาวเทียม ในรายการเรียกงว่า วิทยุคลื่นคุณธรรมเป็นการเชิญชวนให้คนมุสลิมในเมืองไทยเป็นคนดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนตัวเองไม่ค่อยมีเวลาว่างผมได้ทำงานตรงนี้ผมสำนึกตลอดเวลาว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ตัวผมเองเป็นเด็กที่ขาดพ่อ ขาดความอบอุ่นตั้งแต่อายุยังน้อย เลยทำให้ผมเห็นเด็กคนไหนที่กำพร้า ยากจน ขาดคนดูแล ผมจะต้องยื่นมือช่วยเหลือด้วยการเป็นตัวเชื่อมกับคนมีเงิน เพื่ออุปการะเด็กเหล่านี้

นอกเหนือจากเด็กกำพร้า ผมก็สร้างบ้านเพื่อคุณธรรมช่วยเหลือครอบครัวมุสลิมที่ยากจน ซึ่งได้สร้างชีวิตใหม่ให้กับคนมุสลิมได้ 5 หลัง รวมทั้งผมบริจาคที่ดินตรงแถบอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา สร้างบ้านและอาคารคุณธรรมสำหรับรับดูแลคนชรามุสลิมที่ขาดที่พึ่งและถูกทอดทิ้งหลายชีวิตจนบ้านหลังนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม ที่ต้องทุ่มเทชีวิตและดูแลให้เต็มที่ ผมดูแลจนคนชราหลายชีวิตในบ้านหลังนี้ เสียชวิตหลายต่อหลายคนผมดูแลจนวินาทีสุดท้าย และอาคารคุณธรรมหลังใหญ่นี้ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อไหร่ที่สร้าง เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าผมได้สร้างที่พึ่งพิงให้กับคนอีกหลายชีวิต ให้เหมือนกับสมัยของพ่อแม่ซึ่งคอยแบ่งปันน้ำใจให้กับผู้คนในหมู่บ้าน เมื่อครั้งที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ สมัยของผมก็สานต่อความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ให้เป็นโครงการใหญ่ขึ้นตามแรงและกำลังของผม จนเกิดเป็นมูลนิธิเพื่อคุณธรรมขึ้นมาเกือบสามสิบปีที่นี่

(ที่มา : บทสัมภาษณ์ ดร. บรรจง โซ๊ะมณี ประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรม นิตยสาร ชีวิตต้องสู้ คอลัมน์ 108 ชีวิต)

 

จากอดีตกุลีท่าเรือ คนสวน ปัจจุบันมาเป็นเจ้าของรายการวิทยุอิสลาม 24 ชั่วโมง ตลอดจนทีวีมุสลิมไทยแลนด์ 24 ชั่วโมง และประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรมเรื่องราวของ ดร. บรรจง โซ๊ะมณี คนนี้น่าสนใจเลยทีเดียว ดร. บรรจง โซ๊ะมณี ปัจจุบันอายุ 62 ปี เป็นคนชาวฉะเชิงเทราโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวที่ยากจน เป็นบุตรคนที่ 9 ในจำนวน 10 เมื่ออายุประมาณ 40 ปี จบการศึกษานอกโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ จากนั้นก็ศึกษาปริญญาตรี จบศิลปะศาสตร์บัณฑิตที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม เรียนต่อปริญญาโท MPA. สำหรับนักบริหาร ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมแล้วเข้าเรียนที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ.4111) ได้ประกาศนียบัตรชั้นสูงสถาบันพระปกเกล้า (ปปร.) ปริญญาเอกหลักสูตร PH.D. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และยังเข้าศึกษาปริญญาเอก หลักสูตร DPA. President II ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี อีกด้วย

เจ้าของวิถีชีวิตรายนี้ เล่าให้ฟังว่า เมื่ออายุได้ 12 ปี คุณพ่อก็เสียชีวิต พอจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จึงมีโอกาสเข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่กรุงเทพฯ เมื่อเห็นเพื่อนๆ มีกางเกงขายาวสวยๆ ใส่ก็อยากมีบ้างในวันเสาร์-อาทิตย์ จึงไปรับจ้างแบกปูนจนจบชั้น ม.ศ. 3 ก็ไปเป็นลูกจ้างกุลี 2 เดือน จากนั้น ก็ไปเป็นคนสวน 2 ปี ในขณะที่ทำงานอยู่ก็รู้สึกว่าอยากเรียนหนังสือ จึงขออนุญาตเจ้าของบ้านไปเรียนพิมพ์ดีดจนปี พ.ศ. 2511 ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ต้องการลูกจ้างประจำจึงไปสมัคร ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 ก็ได้ไปสมัครเป็นผู้ประกาศสถานีวิทยุ ร.ด.

ในช่วงที่เป็นผู้ประกาศทุกเช้าจะมีพระมาเทศน์ให้เป็นคนดี ผมก็มานั่งคิดว่าอะไรทำให้คนเป็นคนดีได้บ้างตัวผมเป็นอิสลาม ก็ต้องชวนแบบอิสลาม คือ คิดอยากจะนำหลักธรรมคำสอนของศาสนาอิสลามมาเผยแพร่ให้ชาวมุสลิมให้ชาวมุสลิมได้เข้าใจอย่างแท้จริงโดยแรกเริ่ม ก็ไปช่วยองค์กรอิสลามทำรายการวิทยุก่อน หลังจากนั้นก็เช่าเวลาสถานีทำรายการเอง ควบคู่ไปกับการรับราชการระหว่างนั้นก็คิดขึ้นมาว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อิสระในเรื่องของการนับถือศาสนาก็คิดว่า เราน่าจะหาทางตอบแทนคุณแผ่นดินเกิดผมจึงใช้หลักธรรมการเชื่อถือศรัทธาของมุสลิมไปใช้สอนและวิธีที่ทำได้เร็ว และครอบคลุมไปได้ทั่วถึงก็คือการใช้สื่อ จากนั้นเริ่มนำรายการเข้าสู่งวงการโทรทัศน์ กระแสตอบรับดีมากและผมก็ใช้สื่อวิทยุตั้งแต่ปี 2517 เรื่อยมา

ก่อนเล่าต่อไปว่าเนื้อหาของรายการที่ทำเป็นการนำเสนอเรื่องราวของศาสนาอิสลามทั้งหมด ซึ่งจะเน้นในเรื่องแก่นศาสนาอย่างแท้จริงและถูกต้องโดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ ต้องการให้พี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างแท้จริงโดยนำมาจากอัลกุรอานและแบบฉบับของท่านรอซู้ลฯอีกทั้ง ต้องการให้พี่น้องชาวไทย ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามได้เข้าใจวิถีชีวิตมุสลิมมากยิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และต้องการให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า ประเทศไทยเพียง หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการอุปถัมภ์ศาสนา ใครใคร่สร้างวัด สร้างใครใคร่สร้างโบสถ์ สร้าง ใครใคร่สร้างมัสยิด สร้าง ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยของเรา มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา

สำหรับมูลนิธิเพื่อคุณธรรมที่ ดร. บรรจง เป็นประธานมูลนิธิ เขาบอกถึงต้นตอที่มาว่า เพราะมีความเชื่อในการสื่อสารไร้พรมแดน มีทั้งความดี และความเลว คิดว่าถ้าเราขอสักส่วนหนึ่งในการที่จะบอกว่าธรรม คุณธรรม ทำให้ครอบครัวรอด ทำให้สังคมรอด ทำให้ประเทศชาติรอดได้ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม จึงอาสาที่จะทำให้คนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นคนดีของพระเจ้า เป็นคนดีของสังคม และเป็นพสกนิกรที่ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เลยทำเรื่องนี้มาโดยตลอด เรียกร้องให้คนเป็นคนดีแล้วต้องรู้จักพอด้วย เมื่อคนดีแล้ว รู้จักพอ รู้จักอิ่ม แล้วจะรู้จักให้

จากนั้นก็มาดูว่าใครจะมาช่วยเหลือเด็กกำพร้าหรือคนชรา เร่ร่อนบ้างปรากฏว่าก็มีคนมาช่วย แต่งานของมูลนิธิเพื่อคุณธรรม เป็นงานที่ต้องมีคนสืบสานเจตนารมณ์ จึงคิดโครงการสร้างเด็กดี เด็กเก่ง เด็กกล้าเพื่อรับใช้พระบัญชาของพระองค์โดยการคัดเกรดเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งจะต้องเป็นนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไปอาจเป็นเด็กที่พ่อหรือแม่เสียชีวิต หรือทั้งพ่อและแม่มีชีวิตอยู่ แต่ไม่สามาถส่งลูกเรียนต่อได้ ทางมูลนิธิฯเปิดรับสมัครทั่วประเทศ ปีละ 12 คน ซึ่งระยะโครงการคือ 5 ปี มีที่อยู่และอาหารฟรี มีเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาอาหรับในมูลนิธิฯ

ในวันวันเสาร์และวันอาทิตย์ จะมีการทำกิจกรรมและมีการเรียนศาสนาด้วยนี่ คือ สิ่งที่ตั้งใจให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนถึงปริญญาเอก เฉกเช่นเดียวกับคนที่เคยด้อยโอกาสที่ชื่อบรรจง โซ๊ะมณี ซึ่งเคยไม่มีโอกาศได้เรียนสูง จนถึงอายุ 40 ปี แต่เด็กเหล่านี้ มีโอกาสเรียนจบก่อนอายุ 40 ปี เขาเรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดโอกาสเหมือนคนที่ดูแลเขา เขาจบมา เขาก็มางานที่ทำ คือ รับมรดกมูลนิธิเพื่อคุณธรรม

เพื่อสืบสานและรับใช้พระองค์ต่อไป ส่วนการที่เราให้เด็กเหล่านี้ได้อยู่ดีกินดี เพราะว่าเราอยากจะเติมเต็มในส่วนที่เคยไม่ได้รับ รวมถึงเป็นการชดเชย และเติมให้เต็มในสิ่งที่บกพร่องในชีวิตของเขาด้วย และทุกวันนี้ผมก็ยังทำหน้าที่เลี้ยงดูคนชรา ควบคู่ไปด้วย รายรับที่นำมาใช้จ่าย ก็ได้จากการขายสมุนไพร และทำทีวี

ทั้งนี้ ดร.บรรจง พูดถึงการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ว่า ปัญหาของประเทศไทย หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะยึดวัฒนธรรมประเพณี เป็นศาสนา ไม่ได้เอาแก่นศาสนาเป็นวิถีชีวิต ซึ่งศาสนาอิสลาม ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีประเพณี ไม่มีบันเทิง ศาสนาอิสลามมีอิสลามมีอยู่ 2 สิ่งเท่านั้นคือ สิ่งที่มาจากคัมภีร์อัลกุร อานและวิถีชีวิตของศาสดา ในหลักคัมภีร์ของศาสนาอิสลามบอกว่า ศาสนาท่านคือศาสนาท่าน ศาสนาเราซึ่ง ดร.บรรจง โซ๊ะมณี ชี้ว่า ทางออกของเรื่องนี้ บอกได้เลยว่า จะต้องใช้อิสลามแก้ปัญหามุสลิม

เสียเวลากับการเมือง 32 ปี  นอกจากจะเชี่ยวชาญ ทางด้านศาสนาอิสลามแล้ว ดร.บรรจง โซ๊ะมณี ยังเคยผ่านชีวิตด้านการเมืองมาอย่างโชกโชนเคยเป็นทั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รวมถึงสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคพลังธรรม

ตอนนั้นผมทำงานควบกับเรียนด้วยประมาณปี 2528 ผมไปช่วยคุณจำลอง หาเสียง ตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปรากฏว่าผมถูกคุณสมัครฟ้องว่า เป็นข้าราชการไปช่วยนักการเมืองหาเสียง ผมจึงตัดสินใจลาออก มาอ่านข่าว วิเคราะห์ข่าวเรื่อยมา และ ช่วยคุณจำลองทำงาน วิถีชีวิตการทำงานข้าราชการของผม ก็จบลงที่ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานพาณิชย์ 5 เป็นข้าราชการคนเดียวในกรมการค้าภายใน ที่จบ ม.ศ.3 แต่ก้าวขึ้นมาทำงานในตำปหน่งหน้าที่การงาน เป็นข้าราชการชั้นเอก จากนั้น ผมก็หันเข้าทำงานการเมืองเต็มตัว เป็นสมาชิกสภากรุงเทพฯในปี 2534 ก็ถูกคนในสภากรุงเทพมหานคร ด้วยกันพูดว่าผมเป็นคนเก่ง แต่ไม่มีภูมิปัญญา ไม่มีปริญญาบัตรเหมือนคนอื่นๆ

ดร.บรรจง บอกว่า เวลานั้นโกรธมาก มีคนแนะนำให้ไปเรียน กศน. ขณะนั้นอายุ 40 ปี ใช้เวลาเรียน 1 ปี จบ ม.6 นสภากรุงเทั้น ผมก็หันเข้าทำงานการเมืองเกาศได้เรียนสูง จนถึงอายุ  แล้วเรียนต่อเรื่อยมา จากนั้นเป็นมุสลิมคเดียวที่มีโอกาสได้เรียนที่ สถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมกับเอกชน รุ่ร 4111 เรียนเป็นเวลา 1 ปี เวลา นั้นไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอะไร แต่ทุกคนรู้จักกันว่าเป็น ประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรมก็เริ่มจะมีคนสงสัยว่า มูลนิธิเพื่อคุณธรรมคืออะไร พลโทณงค์ แสงชนะศึก ราชองค์รักษาได้มาดูกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิ

และคนนี้เองที่เป็นคนเชื่อมโยงทุกอย่างให้กับคนในรุ่น ได้รู้จักมูลนิธิเพื่อคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งในเวลานั้นผมก็ยังทำงานอยู่ใน กทม. จนต่อมามีปัญหากับคุณจำลองในเรื่องของนโยบาย เลยตัดสินใจลาออก

ดร.บรรจงเล่า ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “พระเจ้าบอกช้าไปว่าผมไม่เหมาะกับการเมือง ผมเสียเวลากับการเมือง 32 ปี ห้วงเวลาเหล่านั้นถ้าทำประโยชน์เพื่อสังคมคงจะทำอะไรได้มากมาย”

(ที่มา : บทสัมภาษณ์ ดร.บรรจง โซ๊ะมณี ประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรม คอลัมน์วิถีชีวิต หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554)

Tags: , ,


About the Author



Back to Top ↑