* มูลนิธิเพื่อคุณธรรม (องค์กรสาธารณประโยชน์)
ประวัต อ. บรรจง โซ๊ะมณี จาก 108 ชีวิต ต้องสู้
จะมุ่งมั่นทำความดีตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่
นี่คือ ปฎิภาญ ของ อ. บรรจง โซ๊ะมณี ที่ได้บอกกับเรา
ชีวิต บรรจง โซ๊ะมณี
| * ชื่อ |
บรรจง โซ๊ะมณี |
* อายุ |
52 ปี |
* พื้นเพ |
จังหวัด ฉะเชิงเทรา |
* สถานภาพ |
สมรส กับ นางอุสนา โซ๊ะมณี บุตร 5 คน |
* การศึกษา |
- โรงเรียน สุเหร่า ปากคลอง 21 จังหวัด ฉะเชิงเทรา
- โรงเรียน สุธรรมวงศ์วิทยา จังหวัด ฉะเชิงเทรา
- โรงเรียน อัสละฟียะฮฺวิทยาลัย บางคอแหลม กทม.
- การศึกษานอกโรงเรียน บางกะปิ กทม.
- ศิลปะศาสตร์บัณฑิต สถาบันราชภัฎจันทรเกษม
- รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สำหรับนักบริหาร ม. ศรีปทุม
- วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันป้องกันประเทศ (วปรอ.4111) |
* การทำงาน |
- รับราชการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท กระทรวงมหาดไทย
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิมพ์ดีด ระดับ 2
- รับราชการกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานพาณิชย์ 5
- เจ้าหน้าที่ผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียง
ของกรมการรักษาดินแดน (รด.738) |
ผมเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างจะยากจน และ ลำบากมาก พ่อผมตาพิการทั้งสองข้าง แต่ถึงแม้
้ คุณพ่อจะตาพิการแต่ท่านก็จะพยายามที่จะทำงาน ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับคุณแม่ พ่อจะรับจ้าง
ดายหญ้า , วิดน้ำ , และล้างจานช่วยแม่
ชีวิตของแม่ผม ตั้งแต่เด็กค่อนข้างลำบาก พ่อ แม่ เสียชีวิต ตั้งแต่ตัวเองยังเด็กมาก เป็นเด็กที่มี
ชีวิตระเหเร่ร่อนไปอยู่บ้านญาติคนนั้นทีคนนี้ที เลยทำให้แม่เป็นคนที่ค่อนข้างขยัน เป็นคนที่ต้องทำงาน
ตลอดเวลา
ปู่ของผม ก็เห็นความเป็นไป เป็นมาของแม่มาโดยตลอด กระทั่งคุณแม่ อายุ 16 ปี ปู่ก็คิดจะหา
คู่ครองให้พ่อผมที่ตาบอด ท่านก็มองแม่เป็นคนแรก ท่านมองว่าแม่ ทำงานเก่ง ทำกับข้าวเก่ง
น่าจะเหมาะ ที่จะมาดูแล และมาเป็นภรรยาของลูกชาย ที่ตาบอดได้ปู่มาทาบทามแม่ แม่ก็ตอบ
ตกลงเลย แม่เคยเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่แม่ตัดสินใจ เลือกพ่อซึ่งตาบอดนั้น ไม่ใช่เพราะพ่อเป็นคน
มีฐานะ แต่เป็นเพราะ หนึ่งคนตาบอดไม่เจ้าชู้ สองคนตาบอด ไม่โกหกหลอกลวง สาม คนตาบอด
ไม่ลักขโมย
แล้วพอแม่แต่งงานอยู่กินกับพ่อ ปกติถ้าเป็นลูกคนอื่น ปู่จะให้แยกครอบครัวไปอยู่ที่อื่น แต่กับพ่อ
และแม่ ปู่จะให้อยู่รวมกับปู่ เพราะท่านเห็นว่า พ่อผมตาบอด แม่ผมก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร สุดท้ายพ่อ
กับแม่ก็ต้อง อยู่บ้านเดียวกันกับปู่ แต่ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ได้แค่ 2 ปี พ่อก็เริ่มอึดอัด แยกตัวออกมาอยู่เอง ด้วยการปลูกบ้านเป็นหลังคาจากฝาจาก เดิม มีไม้อัด 10 แผ่น เป็นพื้น ก็อยู่กันแค่นั้น
ส่วนพื้นดินโล่งก็ใช้พรมน้ำให้ดี จัดเป็นที่ รับรองแขก เวลาจะกินข้าวกันที ก็จะกินกันบนไม้ 10 แผ่น
เวลากินข้าวเสร็จ ก็จะเอาข้าวของไปเก็บเอาผ้ามาเช็ดไม้ให้สะอาด แล้วเอาเสื่อปูนอน
ผมมีพี่น้อง 10 คน ผมเป็นคนสุดท้อง แม่ผมจะมีหน้าที่พายเรือขายก๋วยเตี๋ยว , ขายขนมถ้วยฟู ,
ข้าวเม่าทอด , ขนมไข่หงส์ , จะกลับมาจากขายของก็ราว 3-4 โมงเย็น กลับมาแม่จะนอนหลับเลย
เพราะเหนื่อยมาก ช่วงเวลาที่แม่นอนหลับ พ่อก็จะทำหน้าที่ล้างจาน หุงข้าวแบบเช็ดน้ำ เพราะเมื่อก่อน
ไม่มีหม้อหุงข้าว พ่อตาบอดไม่เห็นหรอกว่าข้าวจะสุกเวลาไหน แต่พ่อจะใช้วิธีเอาทัพพีใหม่ลงไปเคาะๆ
คนๆดูข้าว พอรู้ว่าได้ที่ก็จะรินน้ำข้าวทิ้ง ช่วงที่รินน้ำข้าวก็จะเอาชามมารองน้ำข้าว บางทีก็ใส่เกลือ
บางทีก็ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปในน้ำข้าวให้ลูกๆทุกคนได้กิน พอหัวค่ำลงมา หลังจากเสร็จภารกิจ
การงานต่างๆ พ่อก็จะมานั่งบีบนวดให้แม่ เพราะรู้ว่าแม่ไปทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน จนแม่หลับ เพราะ
แม่ต้องตื่นมาตอนตี 2 เพื่อมาเตรียมของ แล้วออกไปขาย อาชีพเสริมของพ่อที่ช่วยเหลือสังคม ที่คนในหมู่บ้านรู้ดีคือ พ่อเป็นหมอตำแยทำคลอดให้กับลูกๆหลานๆ และอีกอาชีพหนึ่งคือ เป็นพยาบาล รับจ้างเฝ้าคนป่วย ส่วนแม่เวลาที่ขายก๋วยเตี๋ยว ถ้าเจอเด็กที่ไม่เงินยากจน ก็จะเรียกให้เอาถ้วยชาม
มาใส่ก๋วยเตี๋ยวไปแบ่งกันกิน
จากจุด ตรงที่ พ่อ กับแม่ สร้าง ก็เลยทำให้ผมซึมซับเรื่อยมา จนกระทั่งไม่นานพ่อผมเสียชีวิตลง
เพราะทำงานหนัก ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10-11 ขวบ แม่ต้องพายเรือไปเก็บใบบัวมาขาย 10 ใบ บาท
แม่เก็บใบบัวมาขายได้วันละ 20 บาท ตัวผมนอนอยู่หอที่โรงเรียนประจำ แม่พายเรือ เอาเงินไปแบ่งให้
ที่โรงเรียน 10 บาท แม่เงินเหลือติดตัวไว้ 10 บาท ตรงนี้มันตรึงตาตรึงใจผมมาจนทุกวันนี้
ถึงความเสียสละ และความลำบากของแม่ ซึ่งเวลานั้นมีคนมาขอแต่งงานกับแม่หลายคน แม่ก็ไม่ยอม
แต่งงานใหม่ แต่ยอมที่จะทำงานหนัก อยู่อย่างนี้เพื่อลูก
ผมเห็นภาพอย่างนี้จน จบ ป.6 จึงได้เข้ามาเรียนต่อในชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ เวลานั้นผมอยู่แบบ
ลำบากมาก เห็นเพื่อนใส่ กางเกงขายาวสวย วันเสาร์-อาทิตย์ก็จะไปรับจ้างแบกปูนอยู่อย่างนี้ จนจบ
ชั้น ม.ศ.3 พอเรียนจบก็ไม่ได้เรียนต่อ ไปเป็นลูกจ้างกุลี อยู่ที่ท่าเรือคลองเตย 2 เดือน จากนั้น ก็ไปเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของฝรั่ง รับจ้างเฝ้าสวน , ล้างรถ , เปิดประตูบ้าน , เอารถเข้าบ้าน ,
ดูแลบ้าน , ถางหญ้า , อยู่ที่นั่น 2 ปี ในขณะที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็รู้สึกอยากเรียนหนังสือ
ตอนปีที่ 2 ก็ขออนุญาตเจ้าของบ้านไปเรียนพิมพ์ดีด เรียนจนช่วยเขาสอนได้เลย เขาเลย
ไม่คิดเงินค่าเรียน จนปี 2511 ทางกรมการค้าภายใน เขาต้องการลูกจ้างประจำ ก็บังเอิญว่าครูที่สอน
พิมพ์ดีด เขาทำงานอยู่ที่กรมการค้าภายใน เขาก็เลยพาผมไปสมัคร ผมสอบได้เป็นลูกจ้างประจำ อยู่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ผมขยันมาก ทำงานอยู่ปีครึ่งได้ 2 ขั้น พอดีกับที่ทาง ก.พ.
เขาสมัครพนักงานพิมพ์ดีด ผมตั้งใจที่จะสมัครงานให้ได้ เรียกว่ามาทำงานเช้ากว่าใครในที่ทำงานเลย แล้วรีบมาซ้อมนั่งพิมพ์ดีดทุกวัน คนสมัครเป็นพนักงานพิมพ์ดีด 800 กว่าคน ผมสอบข้อเขียนได้ที่ 13 สอบปฎิบัติรวมแล้วได้อยู่ประมาณที่ 7 ที่ 8 ในที่สุดผมก็ได้
้รับเลือกให้ไปทำงาน ที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.)
ผม ทำงานเป็นพนักงานพิมพ์ดีด 2 อยู่ที่ รพช. 4 ปี นายเก่าที่อยู่ กรมการค้าภายใน
เรียกตัวให้ไปช่วยงาน ผมก็โอนย้ายไปอยู่ กรมการค้าภายใน สักพักปี 2517 ผมบรรจุ ได้ ที่ ี่กรมการ อาสารักษาดินแดน ผมไปสมัคร เป็นผู้ประกาศ ร.ด. เขารับและให้รายผม ได้วันละ 15 บาท เข้าเวร อ่านรายการตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน เปิดอีกที ตี 4 ถึง 8 โมงเช้า ผมทำงานอยู่ตรงนี้ 9 ป
ีควบคู่ไปกับการทำงานที่กรมการค้าภายใน เวลานั้นผมได้เงินเดือนเท่ากับคนที่จบปริญญาโท ในเวลานั้น
ในช่วงที่ เป็นผู้ประกาศ อยู่ทุกเช้าจะมีพระมาเทศน์ให้ให้คนเป็นคนดี ผมก็มานั่งคิดว่า
ผมจะทำอะไรให้คนเป็นคนดีได้บ้าง ตัวผมเป็นอิสลาม ผมก็ต้องชวนแบบอิสลาม เริ่มแรกผมก็ไปช่วย องค์กรณ์อิสลามทำรายการวิทยุ หลังจากนั้น ก็มาเช่าสถานีเองทำเอง ควบคู่ไปกับ การรับราชการ ระหว่างนั้นผมก็คิดขึ้นมาว่าประเทศไทย เป็นประเทศ ที่ให้อิสระ ในเรื่อง ของการ นับถือศาสนา
ผมก็เริ่มคิด ที่จะหาทางตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด ผมจึงจะใช้หลักธรรม ในการเชื่อถือศรัทธา
ของคนมุสลิมไปใช้สอน และวิธีที่จะทำได้เร็วและได้กว้างที่สุดก็คือการใช้สื่อ ผมหันมาใช้สื่อ
ทางวิทยุตั้งแต่ปี 2517 เรื่อยมา
ตอนนั้นผมทำงานมาก เวลาที่เรียนก็ไม่มี สมัครเรียนที่ รามฯ ก็เรียนไม่จบ ช่วงประมาณปี 2528
ผมไปช่วยคุณ จำลอง หาเสียง ตอน ลง สมัครผู้ว่าฯกรุงเทพฯ ปรากฏว่าผมถูกคุณสมัคร ฟ้องว่า
เป็นข้าราชการไปช่วยการเมืองหาเสียง ผมจึงตัดสินใจลาออก มาอ่านข่าว วิเคราะห์ข่าวเรื่อยมา และ
มาช่วยคุณจำลองทำงาน วิถีชีวิตการทำงานข้าราชการของผม ก็จบลง ที่ตำแหน่งข้าราชการเจ้าหน้าที่
บริหารงานพาณิชย์ 5 เป็นข้าราชการคนเดียวในกรมการค้าภายในที่จบแค่ ม.ศ. 3 แต่ก้าวขึ้นมา ทำงาน
ในตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นข้าราชการชั้นเอก จากนั้นผมก็หันเข้ามาทำงานการเมืองเต็มตัว
ผมลงสมัคร เป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในปี 2534 ได้คะแนนเป็นที่1 ของ กรุงเทพมหานคร ไปทำงานทางสภาก็ถูกคนใน สภากรุงเทพมหานคร ด้วยกันพูดว่า ผมเป็นคนเก่ง แต่ไม่มีภูมิปัญญา เพราะไม่มีใบปริญญาบัตรเหมือนคนอื่นๆ เวลานั้นผมก็โกรธมาก เพราะผมจบ
แค่ ม.ศ. 3 ช่วงนั้นก็มีคนแนะนำให้ผมไปเรียนที่ กศน. ขณะที่เวลานั้นผมมีอายุ 40 ปี ใช้เวลาเรียน 1 ปี
ีอายุ 41 ปีจบ ม.6 ก็ไปเรียนต่อที่ สถาบันราชภัฎจันทรเกษม ภาคค่ำ ใช้เวลาเรียน 5 ปีจบปริญญาตรี
ีก็ไปสมัครเรียนต่อโท ที่มหาลัยศรีปทุม โครงการหลักสูตรสำหรับนักบริหาร เรียน 3 ปีจบ จากนั้น ผมก็เป็นมุสลิมคนเดียวที่มีโอกาสได้เรียนที่ สถาบันป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมกับเอกชน
รุ่น 4111 เรียนเป็นเวลา 1 ปี รุ่นเดียวกับ พล.ต.ท. จงรัก จุฑานนท์
เวลานั้นผมไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอะไร แต่ทุกคนรู้จักกันในนามประธานมูลนิธิเพื่อคุณธรรม
ก็เริ่มที่จะมีคนสงสัยว่า มูลนิธิเพื่อคุณธรรมคืออะไร พลโท ณรงค์ แสงชนะศึก ราชองค์รักษ์ได้มาดู
กิจกรรมต่างๆของมูลนิธิเพื่ออคุณธรรม และ คนนี้เองที่เป็นคนเชื่อมโยงทุกอย่าง ให้กับคนในรุ่น ได้รู้จัก มูลนิธิเพื่อคุณธรรมมากขึ้น ซึ่งในเวลานั้นผมก็ยังทำงานอยู่ใน กทม. อยู่ ไม่นานผมก็มีปัญหา กับ
พลตรีจำลองในเรื่องของนโยบาย ซึ่งผมเป็นคนที่เคร่งครัดในเรื่องสัญญาประชาคม ก็เลยตัดสินใจ
ลาออกเพราะแต่เดิม จากที่ผมเป็นคนที่มีแต่คนคอยดูถูก เรียนจบ ม.ศ.3 ไต่เต้าขึ้นมาจนจบปริญญาโท
จนจบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็น สมาชิกสภากรุงเทพฯ
กิจกรรม
จากเคยมีวิทยุสัปดาห์ละครึ่งชั่วโมง ปัจจุบันนี้มีวิทยุ 24 ชั่วโมง 2 คลื่นความถี่
คือ กองพล1 เอเอ็ม 999 khz กับ วปถ. ยะลา เอเอ็ม 1080 khz ยิงสัญญาณผ่านดาวเทียม
ในรายการเรียก ว่า " วิทยุคลื่นคุณธรรม " เป็นการเชิญชวน ให้คนมุสลิมในเมืองไทยเป็นคนด
ีปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ จนตัวเองไม่ค่อยมีเวลาว่าง ผมได้ทำงานตรงนี้ ผมสำนึกตลอดเวลาว่า
ส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากตัวผมเอง เป็นเด็กที่ขาดพ่อ ขาดความอบอุ่น ตั้งแต่อายุยังน้อย เลยทำให้ผมเห็นเด็กคนไหนที่กำพร้า ยากจน ขาดคนดูแล ผมจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
ด้วยการเป็นตัวเชื่อมกับคนมีเงิน เพื่ออุปการะเด็กเหล่านั้น นอกเหนือไปจากเด็กกำพร้า
ผมก็สร้างบ้านคุณธรรม เพื่อช่วยเหลือครอบครัวมุสลิมที่ยากจนซึ่งได้สร้างชีวิตใหม่ให้กับ
คนมุสลิมได้ 5 หลัง รวมทั้งผมได้บริจาคที่ดินตรงแถบ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัด ฉะเชิงเทรา
สร้างบ้าน และ อาคารคุณธรรม สำหรับดูแลคนชรามุสลิมที่ขาดที่พึ่ง และ ถูกทอดทิ้ง หลายชีวิต
จนบ้านหลังนี้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของชีวิตผม ที่ต้องทุ่มเทชีวิต และ ดูแลให้เต็มที่
ผมดูแลจนคนชราหลายชีวิตในบ้านหลังนี้เสียชีวิต หลายต่อหลายคน ผมดูแลจนวินาทีสุดท้าย
และ อาคารคุณธรรมหลังใหญ่นี้ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อไหร่ที่สร้างเสร็จ
เมื่อนั้นก็เท่ากับว่า ผมได้สร้างที่พึ่งพิงให้กับคนอีกหลายชีวิต ให้เหมือนสมัยกับสมัยของพ่อแม่ซึ่งคอย
แบ่งปันน้ำใจให้กับผู้คนในหมู่บ้าน เมื่อครั้งที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ สมัยของผมก็สานต่อความรู้สึกของ
คุณพ่อคุณแม่ให้เป็นโครงการใหญ่ขึ้นตามแรง และกำลังของผม จนเกิดเป็นมูลนิธิเพื่อคุณธรรมขึ้นมาเกือบสามสิบปีที่นี่
ที่มา เวบ http://islamthailand.com
เราพร้อมแล้ว
ที่จะนำท่านสู่โลกของ อัล-อิสลาม โลกของความเป็นจริง และ
โลกของการเรียนรู้ ในสิ่งน่าอัศจรรย์ต่างๆ จากอัลกุรอาน และ อัล หะดิษ
* สิ่งต่างๆที่กล่าวมานี้ คือความเป็นจริง ที่ทางเรา มูลนิธิเพื่อคุณธรรม
* กำลังดำเนินการอยู่ แต่เราจะอยู่ยืนนานได้ ก็ด้วย
* การร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจจากพี่น้อง ที่จะมาร่วมกันกับเรา
* ด้วยกับการช่วยกันสั่งจอง CD-VCD-TAPE อัลกุรอาน
* หรือ ร่วมสมัครมาเป็นสมาชิกครอบครัวคุณธรรมกับเรา
* หรือ บริจาคมาด้วยหวังในความโปรดปรานของอัลลอฮฺซุบฮาฮูวะตะอาลา
* เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในการดำรงไว้ซึ่งอัล-อิสลาม
ท่านสามารถ สั่งจอง CD หรือ VCD และ ร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที
มูลนิธิเพื่อคุณธรรม บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ 9 ถนน ประชาร่วมใจ
แขวง ทรายกองดินใต้ เขต คลองสามวา กรุงเทพฯ 10510
โทร. 02-543-6881-3 โทรสาร 02-916-8716
อีเมล์ : kunatum@gmail.com